วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

Road trip in USA; How, where and when? ขับรถเที่ยวอเมริกา ทำได้ ไม่ยาก

สวัสดีค่ะ วันนี้ เดอลาพาไทยแลน์ จับเอากระทู้เด็ดๆ ในพันทิป ที่เจ้าของกระทู้เล่าเหตุการณ์การท่องเที่ยวให้เราได้อ่านกันอย่างจุใจ เดอลาพาไทยแลนด์ จึงจะขอพาเพื่อนๆ ทุกคนเดินทางไปอเมริกา แบบ Road trip ใช้รถในการเดินทางชมเมืองต่างๆของ อเมริกา กันนะคะ ไปชมกันกันเลย.......!!!

ขอบคุณ AdrenalineRush 

สวัสดีวันฝนโปรยค่ะ มาชวนไปขับรถเที่ยว USA กัน
เอาประสบการณ์การเที่ยวอเเมริกาแบบขับรถเที่ยวมาแบ่งปันกัน เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆท่านที่อยากไปแต่นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เริ่มที่ไหน จะไปเมื่อไหร่ แอบขายของก่อนว่า ขับรถเที่ยวเมกาสนุก สะดวก และไม่แพง อย่างเหลือเชื่อ 
จริงๆนะคะ


เที่ยวเมกาดีอย่างไร

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการเที่ยวเมกาเป็นการท่องเที่ยวที่ง่าย สะดวก ปลอดภัยสามารถวางแผนเรื่องเวลาได้ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่สถานที่เราเที่ยวเป็น National Park ซึ่งทุกแห่งในเมกาจะแพทเทิร์นเดียวกันหมด เรื่องงบประมาณอาจจะถูกจนน่าใจหาย ^_^ เรื่องความคุ้มค่าเรื่องการเที่ยว โดยส่วนตัวขอยกนิ้วให้ โดยเฉพาะถ้าไปกันหลายคน เราเคยไปเที่ยวกัน 2 คน 7 วัน 60,000 บาทนิดๆ รวมทุกอย่างมาแล้วว ยะฮู้้้้

มาขับรถเที่ยวกันค่ะ ^_^


 แต่ว่า...จะเริ่มกันตรงไหนดี

ขอข้ามการขอวีซ่าไปนะคะ สามารถหารายละเอียดการทำได้ที่เวปไซค์ของทางถานทูต เพราะขอตัวเองทำนานแล้วตั้งแต่ปี 2008

ก่อนอื่นต้องมีสถานที่ในใจก่อนว่าเราอยากไปที่ไหน อยู่ส่วนไหนของ USA  มีเวลากี่วัน งบประมาณเท่าไหร่ จะไปที่ไหนในเส้นทางบ้าง การวางแผนเที่ยวแบบขับรถเองในเวลาจำกัดจะไม่ขับรถข้ามรัฐค่ะ (ยกเว้นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งอยู่เลาะตะเข็บรัฐและระยะทางไม่ไกลนัก) ใช้วิธีบินไปลงเมืองหลักและรับ/คืนรถที่เมืองหลัก เพราะถ้าคืนรถคนละจุดกับที่รับจะโดนชาร์จค่า drop off ซึ่งแพงมาก เคยโดนชาร์จไปประมาณ $300 แต่ตอนนั้นเราไปกันหลายคน ช่วยกันหาร เลยพอทำใจได้ มีตัวอย่างทริปของตัวเองที่ทำไว้ให้ดู แต่สามารถปปรับได้ตามชอบเพราะมีรถขับ สบายมาก


ถ้าไม่มีไอเดีย ลองเข้ามาดูตัวอย่างเส้นทางได้ที่นี 

http://www.roadtripamerica.com/

ทริปของ จขกท ก็มีค่ะ แต่อาจจะลงในกระทู้หน้า

ข้อมูลระยะทางจากสถานหนึ่งไปอีกแห่งเราใช้ google map & google earth เป็นหลัก โดยใช้ function get direction จะได้ระยะทาง เวลาที่ใช้ รวมทั้งรายละเอียดเส้นทางด้วยค่ะ เชื่อถือได้ ส่วนเรื่องการขับรถ ใครไม่เคยขับรถชิดขวาก็ไม่ต้องกลัวนะคะ มีเคล็บไม่ลับบอก แต่ขอยกไปพดตอน การขับรถ

Season does matter 


เป็นทีี่รู้กันว่าการท่องเที่ยวในฤดูที่ต่างกันจะได้คนละความรู้สึก คนละวิว แม้จะเป็นสถานที่เดียวกัน และในแต่ละฤดูจุดท่องเที่ยวและกิจกรรมก็แตกต่างกันไป นอกจากนี้ในแต่ละเดือนอาจจะมีเทศกาลพิเศษแล้วแต่สถานที่

ฺBryce canyon 2 ฤดู ร้อนและหนาว 

 ในหนังสือ Fromer's travel guide เขียนไว้ว่า ถ้ามีเวลาไปแคนยอนได้ที่เดียวในเมกาแนะนำให้ไป Bryce Canyon และหน้าหนาวหิมะที่ปกคลุมยอดฮูดูที่เห็นเป็นภาพที่งามจับใจ

สวยอย่างที่เค้าบอกไหมคะ ^_^


 Yosemites National Park ช่วงซัมเมอร์ แดดแรง น้ำตกสวย ป่าเขียว


 Yosemite NP ช่วงปลาย ตค น้ำตกน้ำน้อย ปลายฤดูฝนตก หมอกเยอะ แต่ก็สวยไปอีกแบบเนาะ


 ช่วงปลาย กพ-เมษา เป็นช่วงดอกไว้บาน มีทั้ง Cherry blossom ทั้งดอกทิวลิป ใช้เลืกชมได้

สวนทิวลิปที่ Skagit Valley @ Washington อยู่ใกล้ Seattle เทศกาลดอกไม้เค้าตลอดเดือนเมษาเลย

http://www.tulipfestival.org/


New Orleans Mardi Gras   งานคานิวัลสนุกที่นิวออลีน มีช่วง กพ เช็คได้จากเวป

http://www.neworleanscvb.com/calendar-events/mardi-gras/

 ใบไม้เปลี่ยนสี หลายคนอาจจะหลงรักฤดูนี้เพราะสีสันสวยงามของใบไม้เปลี่ยนทำให้ขับรถแล้วสุขใจมากๆ การชมใบไม้เปลี่ยนสีมีหลายที่สวยๆ

เช็คดูโดยรวมจากตัวอย่างเว็ปนี้ได้

http://www.weather.com/maps/activity/fallfoliage/index_large.html

หรือพิจรณาไปเฉพาะที่เช่น

Maine, New England (อยู่ฝั่ง East)

http://gonewengland.about.com/cs/fallfoliage/l/blleafalert.htm

หรือ Colorado

http://naturalhistorywanderings.com/fall-foliage/colorado-fall-foliage/

ในภาพคือที่ Portland, Oregon ไปช่วงปลาย พย


 herry blossom สามารถดูได้หลายแห่ง

อาจจะไปดูที่ University of Washington, Seattle  แบบในรูปนี้

  
ภาพนี้ของ จขกท cherry blossom @ Dever


หรือดูที่ Washinton DC ตัวเองยังไม่ได้ไปค่ะ แล้วพูดทำไมเนอะ อิอิ อยากไปแต่โอกาสไม่เอื้อ เผื่อมีใครไปจะได้ติดสอยห้อยตามในกระทู้ก็ยังดี
ไม่มีรูปตัวอง เอารูปเน็ตมาให้ดู

ลองเข้าไปดูในเวปนะคะ

http://www.nationalcherryblossomfestival.org/

เครดิตภาพจากเวป  http://www.nationalcherryblossomfestival.org/ สวยเนอะ ไปกันเถอะค่ะ 



หน้าร้อน หรือ Summer เป็นช่วงที่พี่กันลั้ลลามากๆ มีกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย Nation Park ทุกแห่งเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ถ้าจะเที่ยวช่วงนี้วางแผนเรื่องที่พักล่วงหน้านิดนึงค่ะ จขกท เคยไป Yosemite ช่วง high season ตัดสินใจฉุกละหุก หาที่พักใกล้ๆไม่ได้ ต้องขับรถ ไป-กลับที่พักวันละ 150 ไมล์ไปกลับทุกวันที่เที่ยวที่นี่ แถมใน NP คนเยอะ รถแยะอย่างกับหนอน รถติดด้วยค่ะ

สำหรับ NP บางแห่งที่มีที่พักอยู่ในอุทยานเช่น Yosemite หรือ Yellowstone ต้องจองที่พักล่วงหน้ากันหลายเดือน เพราะที่พักจะมีน้อยกว่าความต้องการมากๆ ไม่อย่างนั้นต้องออกไปพักเมืองที่อยู่รอบนอกออกไป เหมือนเรา แง่ะ

ภาพนี้ให้ดูขวามือว่ารถแน่นแค่ไหน


 หน้าหนาว นอกจากจะต้องแพคกระเป๋าแล้ว ควรเช็คเส้นทางด้วยว่า เส้นทางที่เราจะไปเส้นทางปิดหรือไม่ หรือมีหิมะหรือไม่ เพราะขับรถที่พื้นมีหิมะไม่สนุกค่ะ ออกแนวเครียดเลยล่ะ วางแผนดีๆล่วงหน้าดีกว่า

แต่หน้าหนาว กิจกรรมยอดฮิตคือ Ski Snowboard tubing sledge สนุกไปอีกแบบ Ski resort ก็ครึกครื้น

Mammoth ski resort 

cable car ไป  ski resort @ Lake Tahoe


ขับรถในเมกายากไหม??

ขอพูดแยก 2 ส่วนคือ ถนนหนทาง และทางเทคนิค

ถนนหนทาง >>>freewayและ highway เค้าดีสุดๆ ป้ายจราจรชัดเจน ขับง่ายมากๆ ง่ายกว่าบ้านเราเยอะค่ะ แต่ถ้าขับเลยทางออกก็จบกัน อิอิ   ถ้าวิ่งถนนโลคอลก็ยังสภาพดี เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล

ด้านเทคนิค มีรายละเอียดเล็กน้อยค่ะ แรกๆอาจจะมีเอ๋อบ้างไรบ้าง ที่่เกิดบ่อยๆคือ เปิดไฟเลี้ยวไปเจอที่ปัดน้ำ่ฝน และออกจากซอยไปชิดซ้ายทันที เจี๊ยกกกกก.....แต่ แต่ อย่าตื่นตระหนกตกใจไปนะคะ ตั้งสติดีๆแล้วเนียนๆต่อ ซักพักจะชินเอง มีเกร็ดเล็กน้อยเล่าให้ฟังเพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน เพราะค่าปรับแพงมากๆๆๆๆ

จริงๆแล้วไม่มีอะไรมาก ถ้าขับรถเป็น รู้กฏจราจรและขับรถใน กทม ได้ ก็ขับรถที่เมกาได้แน่นอน แต่มีทิปเล็กน้อยมาฝากคะ

.......พวงมาลัยซ้าย ที่ปัดน้ำฝนและไฟเลี้ยวจะสลับกับบ้านเราแต่ถ้าใครใช้รถยุโรปอยู่แล้วก็ สบม

.......กฏหมายที่เมกาจะศักดิ์สิทธิ์นะคะ (ไม่ได้แปลว่าเค้าลงอาคมไว้นะคะ อิอิ) แต่หมายถึงทุกคนอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน รวมทั้งตำรวจ แต่...ค่าปรับมหาโหด เราต่างบ้านต่างเมืองไป ถ้าไม่อยากมีปัญหาเคารพกฏจราจรดีที่สุด และกฏหมายของแต่ละรัฐจะต่างกันเล็กน้อย


การขับรถบน freeway หรือทางหลักขับง่ายสุดๆ ถนนหนทางดีเริด ป้ายจราจรชัดเจนสุดๆค่ะ ความเร็วในการขับขึ้นอยู่กับแต่ละจุดค่ะ อยู่ที่ 70-80 mph รถวิ่งช้าชิดขวา 


ขับในเมืองหรือเขตชุมชน จะมีอะไรขึ้นมานิดหน่อยค่ะ คือ


........ความเร็วจะอยู่ที่ 25-40 ตามป้าย เพราะก่อนเข้าเขตเมืองจะมีป้ายเตือนก่อน เราก็ต้องชะลอ ถ้าเจอใบสั่งขับรถเร็วในเมืองโทษสาหัสค่ะ ถ้าได้ใบสั่งบนฟรีเวย์ค่าปรับจะคำนวณตามไมล์ที่เราขับเกิน !!

........ ป้ายสัญญาณจราจรมีความหมายทุกป้าย ถ้ามีป้าย STOP เราต้องหยุดล้อไม่หมุนอย่างต่ำ 2 วินาทีทางฝั่ง west (ได้ยินมาว่าฝั่ง east แค่ชะลอก็พอ) ถ้าเป็นสี่แยกที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรเค้าจะสลับกันไปทีละคัน โดยคนที่มาจอดก่อนได้ไปก่อน คันที่เหลือจะรอ ไม่มีการวัดใจกันและแย่งกันไปนะคะ เป็นมารยาทค่ะ พี่กันจะใจเย็น และใจดี

.......เลี้ยวขวาผ่านตลอด แต่ ต้องดูสัญญาณคนข้ามด้วย ถ้ามีคนเดินข้ามถนนต้องหยุดรถให้คนข้ามก่อนเสมอ อย่าขับรถไปจี้คนข้ามเพราะเสียมารยาทอย่างแรง และตามกฏหมายที่ CA ถ้ามีคนข้ามถนน รถต้องหยุดให้ ถ้าไม่ทำอาจเจอฝรั่งแจกฟักได้ 555 ถ้าเจอฝรั่งเฮี้ยนฟ้องตำรวจเราก็ตายอย่างเดียว

........บางครั้งเลี้ยวขวาก็โดนสัญญาณไฟเหมือนกันนะคะ ถ้าไม่มีป้ายอะไรบอก ก็คือผ่านตลอด ถ้ามีป้ายให้หยุดรอสัญาญไฟเขียวก่อนก็ต้องหยุดนะค้า

........Passing lane คืออะไร ถ้าถนนเป็นถนน 2 เลนส์ เค้าจะมี Passing lane เป็นระยะ จุดนี้ถนน 2 เลนส์ จะแยกร่างออกมา รถช้าชิดขวานะคะ ให้รถเร็วแซ็ง ถ้าเป็นเส้นทางเลียบทะเล เช่น Highway 1 จะมีเกาะให้รถช้าเข้าไปหลบให้คนที่เร็วกว่าแซงค่ะ

......ถ้ามีคนข้ามถนนต้องจอดรถนะคะ ปกติคนเค้าจะข้ามถนนบนทางข้ามหรือทางม้าลาย กฏหมายบ้านเค้าคือ รถดูคน ค่ะ

.......การจอดรถ ถ้าในเมืองต้องมองหาสัญลักษณ์ว่าให้จอดได้หรือไม่ ถ้ามีป้ายบอกค่ะ อ่านรายละเอียดนิดนึงว่าจอดได้นานแค่ไหน ส่วนใหญ่ถ้าจอดรถข้างถนมักต้องเสียเงินแบบหยอดเหรียญ

.ป้ายและสัญลักษณ์ จราจร ที่ควรรู้


pool lane จะเห็นบน highway หรือ freeway เป็นเลนส์พิเศษสำหรับรถที่มีผู้โดยสาร 2 ขึ้นขึ้นไป มักจะอยู่ซ้ายสุดของถนน แต่ใช่ว่าอยากเข้าอยากออก เปลี่ยนเลนสบายใจเฉิบนะคะ เค้ามีทางเข้าและออกชัดเจน สังเกตได้จากเส้นทึบบนถนน ต้องเข้าออกตามจุดที่กำหนดให้

 DIP (decline and incline)...ทาางลาดขึ้นลง....ไม่ใช่ drive in peace นะคะ

ICY (ทางมีน้ำแข็งเกาะ)

Avalanche (ระวังหิมะถล่ม)

Stop (หยุดเด้อ) แต่อาจจะเห็นสัญลักษณ์แปดเหลี่ยมสีดำ

Ped Xing (Pedestrian Crossing - ระวังคนข้ามถนน)

School ถ้ามีป้ายนี้ต้องชลอความเร็วลงช้ากว่าวิ่งในเมือง ถ้าขับรถตามรถโรงเรียนต้องคอยดูสัญญาณจากรถ รร ด้วยค่ะ เพราะถ้ารถจอดส่งนักเรียนจะมีป้ายยื่นออกมาว่า Stop เราต้องหยุดรถเลย และรอ

*****เรื่องของใบขับขี่*****
 
จริงๆเพิ่มขึ้นมาเพราะตอนแรกลืมพูดถึง และถึงพูดถึงอาจจะผิดค่ะ

เนื่องจากคุณ เด็กตาดำดำ  ถามเรื่องใบขับขี่ ที่เป็น สมาร์ทการ์ด ว่าใช้ได้เลยหรือเปล่า หรือ ต้องไปทำใบขับขี่ แบบ อินเตอร์ ที่ขนส่งอีกที 
ตอนแรกตอบไปว่าใช้ไม่ได้ ต้องไปทำใบขับขี่สากล เพราะเป็นสิ่งที่ จขกท ทำเนื่องจากสอบถามกับเจ้าหน้าที่ขนส่งแล้ววาใช้ไม่ได้ ใช้ได้ในกลุ่มอาเซียนเท่านั้น 

แต่ คุณ popoman1 ได้เข้ามาช่วยแก้ไขให้ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ จขกท เลยไปหาข้อมูลมา อ้างอิงจากเวปนี้คะ คิดว่าอัพเดทและน่าเชื่อถือที่สุด 

http://www.worldlawdirect.com/article/909/international-drivers-license.html


ในเวปไทยก็มีค่ะ 


http://www.lawanwadee.com/FeatureArticles/Do-I-Need-International-Drivers-License.html


สรุปว่า 

........ใบขับขี่สากล หรือ international driver's license  ไม่ใช่ใบอนุญาติขับขี่จริงๆ เป็นแค่การแปลข้อมูลในใบขับขี่หลักเป็นภาษาอังกฤษ (ซึ่งตามหลักต้องใช้คู่กับขับขี่หลัก) เพื่อเป็นการง่ายต่อ จนท ตำรวจในการทำงาน ดังนั้น ถ้าเรามีใบขับขี่ถาวรที่ีีมีข้อมูล ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำ International driver's license ค่ะโดยมีเงื่อนไขว่าต้องซื้อประกันอุบัติเหตุรถยนต์

....แต่...แต่ กฏนี้ไม่ได้ใช้ได้กับทุกประเทศนะคะ ก่อนเดินทางควรศึกษารายละเอียด และอัพเดทข้อมูลนิดนึง เพราะ จขกท เคยไปแคนาดาและออสเตรเลีย ต้องยื่นคู่เลย 2 ใบ ถึงเช่ารถได้ค่ะ
****กรี้ดดดดดดด โดนใบสั่ง ทำอย่างไรดี ><******

เหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ส่วนใหญ่ จะโดนคือ ขับเร็วเกินกำหนด หรือ speeding ticket ถ้าวิ่งบน freeway หรือ high way กำลังเหยียบเพลินๆ แถมถนนโล่งๆ อาจจะเผลอเหยียบคันเร่งเกิน และแว้บนั้น แม้เพียงแว้บเดียวที่ขับเกิน ฮีมาแล้ว  คนที่จะไล่กวดเราและให้ ticket หรือใบสั่งคือ highway patrol โดยเฮียแกจะซุ่มอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งลับตาและเปิดเผย อิอิ (คล้ายบ้านเราเนอะ) เค้าจะไล่ล่า ไล่กวดเราโดยจะเปิดไฟสัญญาณ พร้อมเรียกเราทางโทรโข่ง ให้เราจอด หรือ pull over ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดคันค่ะ  และอย่าแอบวังว่าจะหนีพ้น ณ จุดนี้เราไม่สามารถกราบสวัสดีแล้วแอบหนีบเงินให้ตำรวจได้เหมือนอย่างที่คุ้นเคยนะคะ คุณตำรวจทางหลวงจะให้ ticket โดยลงรายละเอียดเรื่องความเร็ว สถานที่เกิดเหตุ พร้อมรายละเอียดมากมาย แต่จะไม่มีจำนวนเงิน โดยเค้าจะนัดให้เราไปขึ้นศาล ตามวันและเวลาที่เค้ากำหนด เพื่อ defend ตัวเองถ้าคิดว่าเราไม่สมควรจะได้รับ ticket ถ้าเราไม่สะดวกเราสามารถโทรไปขอเลื่อนได้ แต่ถ้าเรารู้ตัว ผิดเห็นๆ เอิกๆ ก็มีทางเลือกให้จ่ายทางโทรศัพท์หรือ Internet ได้ แล้วแต่ท้องที่นั้นๆจะอำนวยความสะดวกให้ Buddy จกท เคยโดยใบสั่งเรื่องความเร็วไปที่ฟรีเวย์ ซานฟราน นัดอีก 3 เดือนไปขึ้นศาล เลยจ่ายทางโทรศัพท์ (ซึ่ง charge เพิ่มเติมจากค่าปรับขึ้นมาอีก) รวมแล้วก็ $341 เหนอะๆ เข็ดเลยค่าาาา อิอิ

บรรยากาศการแจก ticket ดูมาคุไหมคะ ดังนั้น กันไว้ดีกว่าแก้ค้าาาา

ปล เวลาเราขับรถเที่ยว เราจะตกลงกันว่าถ้าได้ใบสั่งเรื่องความเร็ว เราไม่หารนะ สิบอกให่ ข้อตกลงมหาโหดในกลุ่ม จขกท ค้า

 ***GPS นั้นสำคัญไฉน*** 

ถ้าไม่เดือดร้อนจนเกินไป แนะนำให้มี GPS จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น (หรือเปล่า) คนเมกันส่วนใหญ่จะมี GPS โดยเฉพาะคนเมือง GPS จะพาเราถึงสถานที่ที่เราอยากไป และมีประโชน์สูงสุดช่วงขับในเมือง แต่ข้อเสียคือเราต้องมีที่อยู่ระดับบ้านเลขที่จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่ง และสถานที่บางแห่งโดยเฉพาะ national park ไม่มีบ้านเลขที่ ข้อแนะนำคือ ให้ลองหาในโหมด สถานที่ที่น่าสนใจ หรือแหล่งท่องเที่ยว การขับรถไป ดู GPS ไปสำหรับคนที่ไม่เคยอาจจะไม่ชินในตอนแรกๆ สักพักก็ชินค่ะ

GPS เอามาจากไหน >>>>ใครมีเครื่องจากเมืองไทยก็เตรียมไปใช้ได้เลย แต่ต้องไป download ข้อมูลที่อัพเดทของ USA ก่อนไปนะคะ เพราะไม่ใช่นั้นเธอจะไม่รู้จักบางสถานี่ หรืออาจจะเช่าที่จุดเช่ารถก้ได้ โดยค่าเช่าต่างกันไปสอบถามราคาได้ น่าจะอยู่ราว ๆ $10-20 ต่อวัน

เครดิตภาพจากเน็ตค่ะ


***GPS เชื่ได้แค่ไหน*** อันนี้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ข้อมูลที่ GPS มีว่าอัพเดทหรือไม่ setting ไว้แบบไหน เพราะบางยี่ห้อสามารถตั้งว่าต้องการเส้นทางที่ใช้เวลาสั้นสุด หรือ แบบระยะทางใกล้สุด ต้องการเลี่ยงเมืองหรือไม่ หลายสิ่งค่ะ จขกท ก็เคยเจอพิษ GPS มาแล้ว พาอ้อมโลกเลย กร้ากกก บางครั้งเวลา GPS เอ๋อ เราใช้วิธีคอนเฟิร์มจากข้อมูลของ Google map จาก smart phone ค่ะ



ไม่มี GPS ทำอย่างไรดีจ้ะ>>>>ข้อแนะนำคือ

1. ใช้ โปรแกรม GPS ใน Smart phone แล้วซื้อแพคเกจอินเตอร์เน็ตไป ช่วยได้ค่ะ หรือจะเข้า google map แล้ว get direction ตามนั้นเลย

2. ถ้าไม่มี smart phone ล่ะ ก็กลับไปวิธีดั้งเดิมซึ่งอาจจะต้องเตรียมการอย่างดีโดยหาที่อยู่ของทุกจุดไว้ get direction จาก google map ปริ้นท์เส้นการเดินทางเก็บไว้เลยค่ะ แล้วขับตามนั้น มันจะยากแค่ช่วงเดียวคือตอนรับรถและคืนรถ เพราะต้องเข้าเมือง แต่บนฟรีเวย์ สบม ค่ะ

การเช่ารถ
การเช่ารถที่เมกาน่าจะเหมือนทุกที่ในโลก เราสามารถ online booking ได้โดย

1.  ผ่านเวปไซต์ต่างตามชอบ เช่น

http://www.expedia.com
http://www.booking.com
http://www.kayak.com/

หรือถ้านิยมใช้ยี่ห้อไหนเป็นประจำ ก็เช่าจาก website ของเจ้านั้นๆเลย

แต่โดยส่วนตัวแล้วเป็นลูกค้าประจำของ expedia และมักเช่ารถ compact หรือ economy ราคาของรถ compact จะอยู่ที่ประมาณสิบกว่าเหรียญ แต่จะโดนภาษีและบลาๆ แต่รวมแล้วก็ยังไม่ถึง $20 นะคะ ถ้ากะเที่ยวยาว จองเป็นอาทิตย์ก็จะยิ่งถูกเข้าไปอีก ขนาดของรถขึ้นกับจำนวนผู้โดยสารและสัมภาระด้วยนะคะ

2. จองผ่านเวปไซต์ของสายการใบภายในประเทศ ซึ่งมีมากมายหลายเจ้า

http://www.alaskaair.com/

http://www.aa.com/homePage.do?locale=en_US&pref=true

http://www.delta.com/

http://www.southwest.com/


ส่วนตัวใช้บริการ southwest  เพราะ
- เป็นสายการบินที่ให้โหลดกระเป๋าได้ฟรี 2 ใบ (สายการบินอื่นจะคิดเงินค่าโหลดกระเป๋า)

- สามารถเข้าไปเช็คราคาได้ว่าเดือนไหน ราคาเท่าไหร่  เพราะค่าโดยสารในแต่ละวันไม่เท่ากัน

- สามารถเปลี่ยนวันเดินทางได้ล่วงหน้า online ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถ้าราคาตั๋วเท่ากัน ถ้ามีส่วนต่างเราก็จ่ายเพิ่ม ดูตัวอย่างตามลิงค์

 **ข้อเสียคือ ชื่อสายการบินก็บอกอยู่แล้วนะคะว่าเค้าจะบินเฉพาะเส้นทางใน southwest ดังนั้น ก่อนเดินทางเช็คดูก่อนนะคะ  แต่อย่างที่บอกไว้ว่า ทริปที่ไปมาอยู่ตะวันตกทั้งหมด เลยใช้บริการสายการบินนี้ตลอด**


***การจองรถผ่านสายการบินมีข้อดีคืออาจจะได้ดีลดีๆ เช่ารถได้ราคาถูกเป็นพิเศษ ลองเปรียบเทียบราคาได้ก่อนเช่า แต่จริงๆแล้วดีก็มีในบริษัทใดๆเช่นกัน ลองหาดูแล้วเทียบราคาก่อนตัดสินใจได้ค่ะ****

เลือกเช่ารถบริษัทไหนดีล่ะ


บริษัทเช่ารถในเมกามีมากมายหลายบริษัทให้เลือก ราคาและ policy ก็หลากหลายกัน อันนี้แล้วแต่ความชอบ ความคุ้นเคยและราคาถูกสุด คุ้มค่าสุด 


 ส่วนตัวแล้ว 90% ใช้บริษัทนี้ค่ะ เพราะเป็นบริษัทเดียวที่คุยเรื่องประกันง่ายสุด และเราสามารถเลือกยี่ห้อรถได้เองตามใจชอบในขอบเขตที่เค้าจัดให้ ใจกว้างดีค่ะ


 การรับรถ >>>>มีทั้งรับรถในเมืองตามจุดต่างๆ หรือรับที่สนามบิน สญ เรารับ คืนที่สนามบินเลยค่ะ เพราะสะดวกดี สนามบินทุกแห่งของเมกาจะมี free shuttle bus ของบริษัทรถที่เราเช่าเพื่อรับ-ส่งลูกค้า เมื่ออกจากสนามบินให้มองหาป้าย rental car/shuttle bus for rental car เลย แล้วรอสักพัก จะมีรถวิ่งมารับเอง โดยทั่วไปในรถจะมีพนักงานขับแค่คนเดียวคอยช่วยเรายกกระเป๋า ส่วนใหญ่จะยกเองเพราะจัดกระเป๋าใบไม่ใหญ่ แต่ถ้าเค้าช่วยยกกระเป๋าก็อาจจะทิป $1-2 

การคืนรถ>>>พยายามมาให้ทันเวลาคืนรถที่กำหนดไว้ เลทได้นิดหน่อย ไม่เกิน 15 นาที ถ้าเลทมากเราจะถูกชาร์จค่าเช่าเพิ่มเป็นจำนวน ชม หรือวัน แล้วแต่บริษัท โดยมองหาป้าย return rental car การคืนรถง่ายมากๆ ขั้นตอนไม่เยอะ ถ้าไม่มีปัญหานะคะ สนามบินขนาดเล็กบางที่ office ของ rental car ไม่ได้เปิด 24 ชม แต่มีตู้ให้หย่อนกุญแจรถ แค่เราจอด ไปหย่อนกุญแจในตู้ ก็ถือว่าคืนรถเรียบร้อยแล้ว สะบัดตูดกลับบ้านได้เลย แต่คำนวณเวลาดีๆเพราะถ้าคืนหลังเวลา office ก็เท่ากับคืนวันรุ่งขึ้นเลย และที่สำคัญ(มาก)อย่าลืมแวะเติมน้ำมันเต็มถังก่อนคืน ถ้าใช้เงื่อนไขเติมน้ำมันให้เค้า ไม่อย่างนั้นจะโดนชาร์จค่าน้ำมันแพงมหาโหด ซึ่งกว่าปั๊มข้างนอกมากมายนัก

insurance จำเป็นต้องซื้อหรือไม่ คำตอบคือ ควรซื้อ อย่างน้อยก็ Loss & Damage ซึ่งครอบคลุมแค่ความเสียหายของตัวรถเท่านั้น ไม่รวมร่างกายและชีวิตของเราและคู่กรณี ถ้าเรามั่นใจว่าเราสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย จัดแค่นี้พอ (เหมือน จขกท อิอิ) แต่ถ้าไม่สบายใจ เพราะ"ค่าฟ้องร้อง" ที่สูงจนเราอาจจะหมดตัวได้ ก็ซื้อ insurance แบบที่ครอบคลุม Liability ไปด้วยนะคะ แต่ตัวนี้จะค่อนข้างแพงเป็นลำดับขั้น และก็มักจะแพงกว่าราคาค่าเช่าเองด้วยซ้ำ...บางบริษัทจัดมีเซ็ทให้เลือกเลยเป็นชุด  1 2 3 แต่ละเซ็ทความคุ้มครองต่างกันไป ลองอ่านข้อมูลดูก่อน ค่อยตัดสินใจ


*** ส่วนตัวที่เที่ยวมาซื้อแค่ Loss & Damage และซื้อประกันการเดินทางจากเมืองไทยแบบครอบคลุมทั้งรถและคนเอาค่ะ เสี่ยงเพราะงก***
***บรษัทเช่ารถที่เคี่ยวมากๆจะพยายามให้ราซื้อประกันเพิ่มไปเรื่อยๆ แต่เรามีสิทธิ์ปฏิเสธได้นะคะ เพราะฉะนั้น ศึกษารายละเอียดดีๆก่อนจ่ายค่าเช่า***


เสบียงก่อนเดินทาง

น้ำ ผลไม้ ขนมขบเคี้ยว ซึ่งสามารถหาซื้อได้รายทาง เพราะจะมีปั๊มน้ำมันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการออกแบบ highway ที่เมกาดีมากนะคะ ปั๊มน้ำมันหรือย่านชุมชนอยู่ต้องเลี้ยวออกนอก highway ออกไปเลย ทำให้ highway จะมี speed limit ที่คงที่สม่ำเสมอ รถที่ออกไปข้างนอกหรือเพิ่งเข้ามาก็จะไม่ทำให้รถที่วิ่งอยู่ต้องชะลอความเร็วรอกัน เยี่ยมมากๆค่ะ

ส่วน superstore ที่มักพบเห็นได้บ่อยๆ ได้แก่ CVS, Target, Walmart, Cole, Walgreen, และ Smith เป็นต้น



พักที่ไหน


เรื่องที่พักเป็นอะไรที่สะดวกมากๆถ้าเป็น road trip ค่ะ เพราะมี Motel และ Hotel มากมายให้เราได้เลือกในราคาที่ย่อมเยาว์ รร บางแห่งมีสาขาทุกมุมเมือง สามารถจิ้มได้เลยว่าอยากพักที่ไหน บางแห่งยู่ใกล้ freeway ด้วยค่ะ

http://www.motel6.com/

http://www.travelodge.com/

http://www.super8.com/

http://www.bestwestern.com/

แต่ จขกท จะจองผ่าน expedia หรือ เวปสายการบินค่ะ เพราะจะได้ดีลราคาถูก และสามารถเปรียบเทียบราคาได้ เราเน้นถูกที่สุดค่ะ อิอิ

รร เหล่านี้จะประมาณ 3 ดาว ความสะดวกสบายแล้วแต่สาขาเลยค่ะ แต่โดยรวมคือ

1. เตียงนอน อิอิ แน่นแนว่าต้องมีเตียง แต่ที่นี่เค้ามีให้เลือกว่าเตียง King หรือ Queen size เตียงเดี่ยว double beds หรือ twin beds ก็ว่าไป แต่เตียงนอนเค้าจะขนาดใหญ่ Queen size สามารถนอนได้ 2 คนต่อเตียง หมายความว่า ถ้าจอง 2 เตียง นอนได้ 4 คนสบายๆ (จขกท เคยพักห้องนอน 4 เตียง 8 คนมาแล้วโดยไม่โดนชาร์จค่าห้องเพิ่ม อิอิ)

2. ผ้าขนหนู

3. ที่ต้มกาแฟ ถังน้ำแข็ง พี่กันคล้ายคนไทยค่ะ ชอบกินน้ำแข็ง ดังนั้นอาจจะเห็นเครื่องทำน้ำแข็งตั้งอยู่ภายใน รร

4. free wifi เกือบทุก รร ค่ะ ถาม password ได้ตอน check in

5. ส่วนใหญ่ที่จอดรถฟรี

6. สบู่ แชมพู แล้วแต่ รร ค่ะ ถ้าถูกมากๆ อาจจะไม่มีให้ 

7. อาหารเช้า อย่าคาดหวังมาก เพราะอาจจะผิดหวัง โดยเฉพาะถ้าเป็น continental breakfast จะเป็นอะไรที่กินเพื่อประทังชีวิต แบบว่ามี cereal, นม, ขนมปังปิ้ง และกาแฟ จบ (ยกเว้น รร ที่เกรดดีกว่านะคะ ส่วนใหญ่ จขกท พักเกรดประมาณนี้ค่ะ)

7.  สิ่งสุดท้ายที่เกือบทุก รร ในเมกาจะต้องมี คือนาฬิกาที่มีตัวเลขแบบสีแดงๆ (คงนึกกันออกนะคะ) อยู่ที่หัวนอน


 ระหว่างทาง

พอขับรถวิ่งไปเรื่อยๆ เราจะสังเกตได้ว่า ย่านชุมชุน ย่านเมือง เป็นอย่างไร บ่อยครั้งที่เราขับอยู่เดียวดายบนถนนที่ไม่มีรถและสิ่งก่อสร้างใดๆ อย่าตกใจไปค่ะ อิอิ


อาจจะเห็นแต่ภูเขาแบบนี้ (เส้นทาง Las Vegas--> Valley of Fire State park


 หรือต้นไม้ครึ้มแบบนี้ (Olympic NP, Washington)


 เติมน้ำมันรถ >>>>การเติมน้ำมันที่เมกาเรียกว่า fill the tank หรือ fill the gas

ทางหลวง: จะมีตามจุดต่างๆบนทางหลวง มองหาป้ายสัญลักษณ์เลยค่ะ เค้าจะมีป้ายบอกก่อนถึงว่าจะมีปั๊มที่ทางออก หรือ exit ไหน เราต้องขับรถออกจากทางหลวง แต่ไม่ไกลมากค่ะ เต็มน้ำมันเสร็จ ก็ขับรถกลับเข้าเส้นทางทางหลวง เราจะไม่เห็นปั๊มน้ำมันติดขอบทางหลวง

city หรือในเมือง: มองหาป้ายเป็นหลักค่ะ หรือให้ GPS พาไป ง่ายดี อิอิ

การเติมน้ำมันรถ ส่วนใหญ่ต้องเติมเองค่ะ ถ้าใช้บัตรเครดิตของเมกาเองจะสามารถเสียบบัตรที่เครื่อง รูดปี๊ด แล้วหยิบหัวจ่ายมาเติมได้เองเลย แต่ถ้าใช้บัตรต่างประเทศมักจะประสบปัญหา เลยต้องเดินไปรูดข้างใน shop หรือจะจ่ายเงินสดก็ได้ แต่ก่อนไป เงยหน้าดูก่อนว่าเครื่องเราอยู่เบอร์อะไร (จะมีหมายเลขระบุไว้) บอกที่ shop ว่าเราต้องการเติมเท่าไหร่ (กะๆเอาค่ะ ส่วนใหญ่ก็ประมาณ $30-40) แล้วค่อยเดินกลับมาเติมเอง หัวจ่ายจะล็อกไม่จ่ายน้ำมันเกินเงินที่เราจ่าย แต่ถ้าน้ำมันเต็มถังก่อน เราก็เดินกลับไปขอเงินทอนคืน ใบเสร็จจะออกตอนเราเติมน้ำมันเสร็จ โดยระบบจะถามว่าเอาใบเสร็จหรือไม่ อย่าลืมกด yes นะคะ รถเช่าทุกคันที่เคยเช่ามาใช้ Regular 87 ทั้งหมด ไม่เคยเจอแบบอื่นเลย แต่จะให้ดี แนะนำว่าหยิบ manual ของรถ ซึ่งจะติดมากับรถเสมอ มาอ่านดูให้ชัวร์ก่อนเลือกน้ำมันที่จะเติมค่ะ

***ยกเว้นที่ Oregon นะคะ ที่ Oregon จะมีคนเติน้ำมันให้เราโดยที่เราไม่ต้องทิป เป็นกฏหมายของเค้าค่ะ*****


หิวแล้วๆ ทำอย่างไรดี 

เวิ้งของปั๊มน้ำมันอาจจะมีอาหารพวกฟาสท์ฟู้ด เช่น McDonald, Taco Bell, Subway, Jack in the box, Burger King อะไรก็แล้วแต่ค่ะ ซึ่งเราสามารถใช้บริการได้รวดเร็ว รสชาติก็อย่าคาดหวังมาก เมกันอาหารคาวเค้าจะเค็ม ของหวานจะหวานมากกกก ข้อดีของอาหาร Fast food คือ สะดวก รวดเร็ว ประเภท grasp and go และไม่ต้องจ่ายทิป เครื่องดื่มในร้านอาหาร fast food เหล่านี้ (น้ำอัดลม) เติมฟรีค่ะ ดื่มได้ไม่อั้น

ถ้าอยากหรูหน่อย หรือเกิดอาการเลี่ยนอาหาร Fast food ก็มีร้านอาหารอื่นๆให้ได้ชิมกัน ซึ่งร้านอาหารต่างๆแล้วแต่เมืองเล็กเมืองใหญ่นะคะ

ร้านอาหารจีน, Panda express, IHOPS, Apple bee ก็ว่ากันไปตามชอบ


*****การให้ทิป*****

การรับประทานอาหารในร้านอาหารที่ไม่ใช่ fast food ต้องทิป เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเค้า การทิปมื้อเที่ยงและมื้อเย็นต่างกัน แล้วแต่ธรรมเนียมของแต่ละรัฐด้วย แต่ไม่ควรต่ำกว่า 15% ของราคาอาหาร แต่คำนวณจากราคาที่รวมภาษี หรือยังไม่รวมภาษีแล้วแต่ความพอใจ

การ takeout หรือสั่งกลับไม่ต้องทิปค่ะ 

การจ่ายทิป ทำอย่างไร

.....ถ้าเป็นเงินสดก็จ่ายไปเลยตอนเรียกเก็บเงิน

..... ถ้าจ่ายด้วยบัตรเครดิต ร้านจะรับบัตรเราไปรูดก่อนแล้วเค้าจะให้สลิปบัตรเครดิตมาให้เราเซ็นต์ ในสลิปนี้จะแจกแจงว่าอาหารราคารวมเท่าไหร่ ภาษีเท่าไหร่ ราคารวมภาษีเท่าไหร่ และอาจจะมีช่อง Gratuity ซึ่งก็คือช่องทิปนั่นเอง เราก็ใส่ตัวเลขที่ทิปในช่องนี้ และใส่ราคารวมที่เราต้องจ่าย (ค่าอาหาร + ค่าทิป) ในช่อง total  แล้วก็เซ็นต์ชื่อ ถือว่าเสร็จค่ะ เก็บบัตรเครดิตเข้ากระเป๋าพร้อมก๊อบปี้ของเราไว้

.....การทิป ร้านอาหารที่เป็นบุพเฟท์ที่จ่ายก่อนกิน ทำอย่างไร วางเงินไว้บนโต๊ะตอนกินเสร็จแล้วเลยค่ะ


กินไม่หมดทำอย่างไรดี 

เนื่องจาก จานอาหารของพี่กันขนาดมหึมา ถ้ายังไม่ชินเห็นแล้วอาจจะตกใจ บางจานอาจจะแบ่งกินได้ถึง 3 มื้อ  ไม่ต้องตกใจ และไม่ต้องอายค่ะ กินไม่หมดห่อกลับได้ แต่การห่อกลับเราจะเป็นคนเก็บอาหารลงกล่องเอง สิ่งที่เราต้องทำคือ ขอกล่องจากเค้า เค้าจะให้ฟรีโดยไม่คิดเงินเพิ่ม แล้วเราก็จัดแจงปาดอาหารลงกล่องเลยค่ะ

มาถึงท้ายสุดของภาค ทฤษฎีแล้วนะคะ

จุดพักรถ rest area 

อาจจะเห็นป้าย rest area อยู่บางจุด เป็นจุดพักรถ มีห้องน้ำและเก้าอี้ให้นั่งพัก แต่ไม่มีอาหาร อาจจะมีตู้หยอดเหรียญกาแฟ เครื่องดื่มหรือพวก snack แต่ถ้าเราเหนื่อยพักในปั๊ม หรือร้านอาหารในเมืองได้ค่ะ มีห้องน้ำให้เข้า สะอาดด้วย

Rest area ใน CA

 สุดท้ายจริงๆสำหรับภาคแรก

ขอฝากเรื่องการประกันการเดินทางไว้นะคะ เนื่องจากมีประสบการณ์เกิดอุบัติเหตุณ์ระหว่างการท่องเที่ยว หกล้มตอนเล่นสโนบอร์ดบนยอดเขาสูงอันหนาวเหน็บที่อุณหภูมิ -15 C  ตอนแรกคิดว่าแขนหักแล้ว ต้องเรียกรถพยาบาลและเข้า รพ เสียค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 13,000 USD!!!!

ราคาไม่นอน รพ นะคะ เพราะเค้า ชาร์จค่า ambulance และค่าเปิดห้องฉุกเฉิน และบลาๆๆๆ

แต่โชคดีที่ซื้อประกันไปค่ะ ของบูพา เคลมง่ายด้วย

 แม้จะไม่ได้นอน รพ แต่ก็สร้างความตื่นตระหนก ตกใจ ระคนตื่นเต้น หวาดกลัว เสียวไส้ แก่คณะที่เดินทางไปด้วยสุดๆ แต่สุดท้าย ก็ไปเที่ยวต่อได้ (แบบเดี้ยงๆ) 


ดังนั้น ปลอดภัยไว้ก่อน เลือกซื้อประกันการเดินทางที่เหมาะกับสไตล์การท่องเที่ยวของตัวเองนะคะ

ขอจบกระทู้อรัมภบทอันยืดยาว ลิงหลับเพียงเท่านี้ กระทู้ต่อไปเป็นตัวอย่างทริปที่มีหลายทริปจนงงว่าจะเอาทริปไหนก่อน
ก็เลยคิดว่า ถ้ามีเพื่อนห้องบลูท่านใด ขอก่อนว่าอยากดูเส้นทางไหน จะเอาเส้นทางนั้นหรือที่ใกล้เคียงให้ก่อนค่ะ 

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ